ทักทายกันหน่อย

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่เวบไซต์ Thai ebaY Articles ผมตั้งใจทำเวบนี้ขึ้นมาเพื่อรวมรวบสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับอีเบย์ให้อ่านง่ายขึ้นครับ ... ขอบคุณครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ amazon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ amazon แสดงบทความทั้งหมด

31 มีนาคม 2557

amazon จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ มีผล 1 พฤษภาคม 2557

amazon จะขึ้นค่าธรรมเนียมขายขั้นต่ำถ้ายอดขายไม่ถึงที่ระบุไว้เป็น $1 มีผล 1 พฤษภาคม 2557
ยกตัวอย่าง
  • ถ้าคุณขายสินค้าอยู่ในหมวด Baby Products ราคา $5 (ไม่ถึง $6.67) ค่าธ/น เดิมคือ 15% หรือ $0.75 แต่ค่าธ/นใหม่จะเป็น $1
  • ถ้าคุณขายสินค้าอยู่ในหมวด Camera & Photo ราคา $10 (ไม่ถึง $12.5) ค่าธ/น เดิมคือ 8% หรือ $0.8 แต่ค่าธ/นใหม่จะเป็น $1
Categories Total Sales Price Referral Fee Prior to May 16, 2014 Referral Fee Effective May 16, 2014
  • Baby Products (excluding Baby Apparel)
  • Clothing & Accessories
  • Electronics Accessories1
  • Home & Garden (including Pet Supplies)
  • Kitchen
  • Luggage & Travel Accessories
  • Major Appliances
  • Musical Instruments
  • Office Products
  • Outdoors
  • Shoes, Handbags & Sunglasses
  • Sports (excluding Sports Collectibles)
  • Toys & Games
Below $6.67 15% $1.00
  • Automotive & Powersports
  • Industrial & Scientific (including Food Service and Janitorial & Sanitation)
  • Tools & Home Improvement
Below $8.33 12% $1.00
  • Tires & Wheels
Below $10.00 10% $1.00
  • Camera & Photo
  • Consumer Electronics
  • Unlocked Cell Phones
Below $12.50 8% $1.00
  • Personal Computers
Below $16.67 6% $1.00

19 พฤศจิกายน 2555

เพิ่มทางเลือกให้หลากหลายด้วย Variable Theme

      สำหรับสินค้าบางชนิดที่มีหลายขนาดให้เลือก เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดที่จะนำไปใช้งาน เช่นเสื้อผ้า รองเท้า แหวน ระบบ Add a Product  ได้รองรับการสร้างทางเลือกต่าง ๆ ไว้ให้สำหรับลูกค้า เพื่อให้ผู้ขาย ได้สร้างทางเลือกต่าง ๆ ไว้ให้ลูกค้าได้เลือกกัน ระบบนี้ก็คือ Variation Theme

     สำหรับ Variation Theme  จะอยู่ที่แถบ  Vital Info




    Variation  ของแต่ละหมวดสินค้า จะมีให้เลือกไม่เหมือนกัน ตามแต่ลักษณะของสินค้านั้น ๆ  อย่างในตัวอย่างที่แสดงให้นี้ เป็นของหมวดเสื้อผ้า

 

     โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เสื้อผ้า คนที่จะเลือก สี กับ ไซส์ (color / size) ส่วนตัวเลือกอื่น ๆ นั้น ทางระบบได้เตรียมไว้สำหรับ เสื้อผ้าพิเศษ หรือความเป็นไปได้ทั้งหมด แต่คงไม่ได้ใช้ทั้งหมด
ถ้าเรา จะนำเสนอ สีเดียว แต่มีให้เลือกได้หลายขนาด ตั้งแต่ S, M, L, XL และ XXL ก็เลือก ออปชั้น  Size
หรือถ้าเรามีหลายสี แต่เป็นฟรีไซส์ก็เลือก ออปชั่น Size

แต่ตัวอย่างนี้ จะแสดงแบบยากกว่า ก็คือ มีให้เลือก 4 สี 4 ไซส์ ก็คือ Color, Size ( อันล่างสุดในรูป )

เมื่อเลือกแล้ว จะมีแถบใหม่ปรากฎมา ก็คือ Variations และจะมีช่องให้ใส่ข้อมูล ตามที่เราได้เลือกไป


 


     ก็ลองใส่ ขนาดไป 4 ขนาด S, M, L, XL และ สีไป 4 สี คือ Black, Red, White, Blue

   


     เมื่อครบ ก็กดปุ่ม Add Variations ด้านล่าง

     เราก็ต้องใส่ ราคา และ ปริมาณสินค้า ตามแต่ละ Variation ที่เรามี ในที่นี้ ก็จะมีทั้งหมด 16 Variation เพราะว่า มี 4 สี แต่ละสี ก็จะมีทั้งหมด 4 ขนาด

   

     ช่องที่บังคับใส่ ก็คือ Condition , Your Price และ Quantity ส่วน ช่อง  Seller SKU นั้นไม่บังคับ เพราะถ้าเราไม่ใส่ ระบบของ Amazon  จะสร้างให้อัตโนมัน แต่ถ้าต้องการให้เราเองดูรู้เรื่อง เราก็ควรสร้างเอง เช่น ถ้าเป็นสีฟ้า ขนาด XL ก็อาจจะใช้ว่า BL-XL ก็คือ Blue  ต่อด้วย ไซส์ XL จะดูรู้เรื่องกว่าที่ระบบสร้างให้เยอะ
ส่วนราคา กับปริมาณ จะตั้งเท่ากันทุกไซส์ ทุกสี หรือไม่เท่ากันเลยสักอันก็ได้ ตามสะดวก ถ้าไซส์ หรือสีไหน ไม่มีของ ก็ตั้งปริมาณให้เป็น 0 - ศูนย์

     เมื่อครบแล้ว ก็ใส่ข้อมูลในแถบอื่น แต่ยังไม่ต้องใส่รูป เพราะเราสามารถใส่รูปในแต่ละ Variation  ให้แตกต่างกันได้ ให้ข้ามขั้นตอนในการใส่รูปไปก่อน


     เมื่อเสร็จแล้ว หน้าสรุป Inventory  ของเราก็จะปรากฎสินค้ารายการนี้

   


     แต่สินค้าที่สร้างขี้นพร้อมกับ Variation นี้จะมีเครื่องหมาย + อยู่ด้านหน้าสุด
     เมื่อคลิกที่เครื่องหมาย + ก็จะเป็นการแสดง Variation ทั้งหมดออกมา


   


     โดยที่ ตัวข้อมูลหลัก ๆ ของสินค้า จะเรียกว่า Variation Parent และ ตัว Variation ย่อยทุกอัน จะเรียก Child
Seller SKU  ของ Parent นั้น ระบบ Amazon จะสร้างให้อัตโนมัน (FG-6ZF6-ZSQ7) แต่ตัวของตัว Child  เราสามารถสร้างได้เห็น จะเห็นได้ว่า ของ Child ถ้าเรากำหนดเอง ดูเองง่ายกว่าเป็นไหน ๆ

     และก็สามารถ ใส่รูปให้แต่ละ Child ได้โดยคลิกที่ Actions เมนูก็จะปรากฎ


   

     เลือก Edit details แล้วก็เข้าไปใส่รูปที่ แถบ Images ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว เราสามารถใส่รูปหลักไว้ที่ Parent  และรูปแต่ละสี ไว้ที่ Child แต่ละอัน เมื่อลูกค้าเลือก ไปที่ ออปชั่นต่าง ๆ รูปก็จะเปลี่ยนไปตามที่เราได้กำหนดไว้

   


     หน้าแสดงสินค้า ก็จะมี ออปชั่นให้เลือก (พอดีตัวอย่าง มันมีแต่ให้เลือกขนาด ไม่มีให้เลือกสีนะครับ)

   ความยากของการตั้ง Variation Theme นี่น่าจะอยู่ที่การตัดสินใจเลือก ว่าจะเอาอะไร เป็น Variation มากกว่า อย่างเช่นเสื้อผ้านี้ ถึงแม้สี จะสามารถตั้งเป็น Variation ได้ แต่ก็ไม่ใช่เสื้อทุกชนิด เหมาะที่จะเอามาทำ เพราะตามลักษณะของคนซื้อ จะเลือกสีก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่ามีไซส์ ที่ใส่ได้หรือเปล่า ก็คือ ลูกค้าจะใช้สี เป็นคำค้น ถ้าเราเอามาตั้งเป็น  Child แล้วโอกาส ที่จะใช้ สี มาเป็น Keyword ที่จะเอาไปใช้เป็น Product name ก็หมดไป เพราะ Variation Child ทุกอัน จะชื่อเหมือนกัน Parent หมด
   แต่ถ้าเป็นเสื้อทีมแมนยู คนก็จะไม่ค้นหาที่สี เพราะคงโดนบังคับสีมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่จะเป็น Variation ว่าจะเป็น Home หรือ Away (เสื้อทีมเหย้า หรือทีมเยือน) และก็ขนาดมากกว่า
   การตั้ง Variation ยังไง ก็ลองดูชนิดสินค้า และก็ พฤติกรรมของลูกค้าด้วยนะครับ

ที่มา thaiseoboard.com

15 พฤศจิกายน 2555

Add a Product นำสินค้าเข้าร้านทีละชิ้น


การ Add สินค้าเข้าไปในร้านค้า - Listing Method



การเพิ่มสินค้าเข้าไปในร้านค้าเราใน Amazon นั้น สามารถทำได้ 3 วิธี
-   Add a Product  เป็นการเพิ่มสินค้า เข้าไปในร้านแบบ ทีละชิ้น
-   Inventory File หากเรามีสินค้ามาก การเพิ่มเข้าไปทีละชิ้นจะเป็นการเสียเวลาค่อนข้างมาก ทาง Amazon ก็มีตัว Template ที่อยู่ในรูป Excel ให้เราสามารถกรอกข้อมูลสินค้าใส่ แล้ว Upload สินค้าเข้าไปในร้านเราทีเดียวได้ทั้งหมด
-   Amazon Seller Desktop เหมือนกันการเอาข้อดีของ 2  อันแรกมารวมกัน (และข้อเสียก็มารวมกันด้วย) วิธีการนี้ เป็นการติดตั้งโปรแกรม ที่ทาง Amazon เป็นผู้ทำ เราสามารถกรอกข้อมูลสินค้าทีละชิ้น หรือ Import ข้อมูลที่อยู่ในรูป Excel  เข้าไปในโปรแกรมก่อนโดยยังไม่ต้อง ต่อเนต - ตอนนี้ ผมโหลดมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ลองใช้งาน เอาไว้ค่อยมารีวิว และโพสวิธีการใช้งานต่อไปภายหลังให้นะครับ แต่ผมคิดว่าคงคล้าย ๆ กัน Turbo Lister ของทาง eBay

วิธี Inventory File นั้นค่อนข้างง่าย และเพิ่มสินค้าได้ทีละมาก ๆ แต่ผมแนะนำให้ลอง Add a Product จนคล่องก่อน เพราะเราจะได้รู้ว่าสินค้าเรา ต้องใส่ข้อมูล ช่องไหน อะไรบ้าง  เวลาใส่ข้อมูลลงในตารางแล้วจะได้ไม่ผิด ไม่อย่างนั้นต้องมานั่งแก้ทีละอัน

12 พฤศจิกายน 2555

หมวดสินค้าที่ต้องขออนุมัติ ก่อนจึงจะขายได้ และการขออนุมัติ

หมวดสินค้า ที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อน จึงจะขายได้

ขอยกเรื่องนี้เข้ามาแทรกหน่อยนะครับ พอดีมีสินค้าบางหมวด ที่ต้องได้รับการอนุมัติ จากทางเจ้าหน้าที่ก่อน จึงจะขายกับอเมซอนได้
ซึ่งเราสามารถ ทดลองขออนุมัติไปก่อน ถ้าผ่าน แล้วจึงค่อยทำการสมัครดีกว่า เกิดไม่ผ่าน จะได้ไม่ต้องเสียค่ารายเดือน

หมวดสินค้าที่ต้องขอก่อน มีดังนี้ครับ

• Automotive Parts / Motorcycle & ATV (ชิ้นส่วนรถยนต์ และ มอเตอร์ไซด์)
• Clothing, Accessories & Luggage (เสื้อผ้า อุปกรณ์ และกระเป๋าใส่)
• Collectible Books (หนังสือ เฉพาะหนังสือที่เอาไว้สะสม)
• Entertainment Collectibles (ของสะสม ที่เกี่ยวกับ ความบันเทิงต่าง ๆ )
• Industrial & Scientific (อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องแลปวิทยาศาสตร์ หรือใช้ในระบบอุตสาหกรรม)
• Jewelry (เครื่องประดับ)
• Shoes (รองเท้า)
• Sports Collectibles (ของสะสมที่เกี่ยวกับทางด้านกีฬา)
• Toys & Games (holiday approval only) (ของเล่นละเกมส์ เฉพาะช่วงมหกรรม ขายสินค้าปลายปีของเมืองนอก ช่องที่เหลือไม่ต้องขอ ขายได้เลย)
• Watches (นาฬิกาทุกชนิด)

แต่ละหมวด จะมีความต้องการ หรือ Requirement แตกต่างกันไปเล็กน้อย ซึ่งเราต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่เขาเห็นก่อน
อันนี้ไม่เยอะมาก เดี๋ยวผมจะมาลงรายละเอียดให้ทีละหมวดเลยล่ะกัน ว่าแต่ละหมวด ต้องการแสดงอะไรให้เจ้าหน้าที่เขาเห้นบ้าง

ปล. ขอครั้งแรก ไม่ผ่านไม่เป็นไรครับ เพราะผมต้องขอเขาไป 4 ครั้งกว่าจะผ่าน เพราะติดที่เรื่องรูปสินค้านี่แหละ

08 พฤศจิกายน 2555

Your Info and Policies

อันสุดท้าย ที่ผมแนะนำให้ตั้งก่อน เปิดร้านเพื่อช่วยให้ลูกค้า มั่นใจยิ่งขึ้นในการซื้อสินค้าจากเรา ก็คือ Your Info and Policies

เมื่อ เข้าไปที่หัวข้อนี้ เราจะสามารถ ให้ข้อมูลกับลูกค้า ในด้านนโยบายต่าง ๆ ของร้าน เช่น เงื่อนไข ในการรับคืนสินค้า เงื่อนไขในการส่ง หรือ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าเราก็ได้



05 พฤศจิกายน 2555

Shipping Settings การคิดค่าส่ง และ วิธีการส่ง


ผู้ขายแบบ Professional สามารถตั้งสถานที่ส่ง วิธีการส่ง และค่าส่งสินค้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยหลัก ๆ แล้ว จะสามารถคิดค่าส่งได้ 3 แบบคือ ผมคิดว่าแต่แบบ มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน
1.   คิด ค่าส่งจากราคาสินค้าที่ซื้อ  - อันนี้ผมว่าเหมาะกับร้านที่มีสินค้า ที่มีระดับราคา กว้าง ก็คือ มีมันตั้งแต่ถูก ๆ ไปยังแพง สินค้าแพงยอมจ่ายค่าส่งที่แพงเพื่อให้ได้บริการที่ปลอดภัยกว่า ตามราคา นี่ก็คือราคาสินค้าทั้งหมดในรถเข็นนะครับ ไม่ว่าจะกี่ชิ้น อะไรบ้าง ก็รวมกันหมด
2.   คิดค่าส่งจากจำนวนชิ้นสินค้าที่ซื้อ - ผมว่าเหมาะกับร้านที่สินค้าในร้าน มีราคาและน้ำหนักแต่ละชิ้น ค่อนข้างใกล้เคียงกัน
3.   คิดค่าส่งตามน้ำหนักสินค้า - อันนี้ผมว่า เหมาะกันสินค้าหนัก ๆ หรือคิดราคาสินค้าจากน้ำหนักของสินค้าเลย

ทั้ง นี้ เป็นเพียงความเห็นของผมนะครับ แต่ละร้านอาจจะมีกลยุทธ หรือวิธีการคิดค่าส่งไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ทั้ง ๆ ที่สินค้าอาจเป็นแบบเดียวกัน

ทีนี้ มาดูวิธีในการตั้งค่าส่ง และวิธีการส่งกันดีกว่า

เมื่อเข้าไปในเมนู Shipping Settings แล้วหน้าแรกจะเป็นแบบนี้


01 พฤศจิกายน 2555

เรื่องการตั้ง Account Info และเมนูย่อยต่าง ๆ

แต่งตัวก่อนขายของที่ Account Info

ที่นี้ เรามารู้จักเมนูต่าง ๆ หลังร้านกันก่อนดีกว่า
หลังจาก Log in เข้าไปที่ Seller Central แล้วเราจะเจอเมนูต่าง ๆ อยู่ทางมุมซ้ายบน ของหน้าจอ



มาเริ่มจากเมนู ขวาสุดก่อนเลยครับ
Settings เมนูนี้จะใช้ในการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ของร้าน ผมแนะนำให้ตั้งค่าเหล่านี้ก่อนขายนะครับ




31 ตุลาคม 2555

เรื่องการ Add bank สำหรับรับเงิน

ช่องที่ 22 ถ้าเป็นบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ค ก็เลือกเป็นสหรัฐได้เลยครับ
ช่องที่ 23 ถ้าเป็นบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ค ใส่ตัวเลข 026008691 เท่านั้นนะครับ
ช่องที่ 24 กับ 25 ก็ใส่เลขบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาในไทย ที่เราจะใช้รับเงิน
ช่องที่ 26 ก็ชื่อ นามสกุล เจ้าของบัญชี เอาให้ตรงกับชื่อทั้งหมดนี่จะดีกว่า เพราะถ้าไม่ตรงนี่ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน




การคิดค่าธรรมเนียม การรับเงินแบบ Direct Deposit ธนาคารกรุงเทพคิดค่าธรรมเนียม  2 รายการ ดังนี้
1. ค่าธรรมเนียมโอนเงินจาก ธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก มาไทย
- ยอดเงินโอน น้อยกว่า $50 ไม่คิดค่าธรรมเนียม
- ยอดเงินโอน $51-$100 คิดค่าธรรมเนียม $3
- ยอดเงินโอน $100.01-$2,000 คิดค่าธรรมเนียม $5
- ยอดเงินโอน $2,000.01-$50,000 คิดค่าธรรมเนียม $10
- ยอดเงินโอน $50,000.01 ขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียม $20
2. ค่าธรรมเนียมการรับเงินโอนจากต่างประเทศ ของธนาคารกรุงเทพในประเทศไทย 200 บาท หรือ
0.25% ของมูลค่าเป็นเงินบาทแต่ไม่เกิน 500 บาท

โดยจะโอนเงินมาทุก ๆ 14 วัน

ถ้าหากไม่ได้ตั้งค่า Bank Account ตั้งแต่ตอนสมัคร เมนูการตั้งจะอยู่ที่ SETTINGS > ACCOUNT INFO
แล้วก็เข้าเมนูย่อย Deposit Method หน้าตาก็จะเหมือนกัน


ที่มา thaiseoboard.com

30 ตุลาคม 2555

Selling on Amazon – Step by Step

จากกระทู้ที่ผมโพส ว่าสมัครเป็นผู้ขายสินค้าใน Amazon.com ไป แต่รอการอนุมัติ ให้ขายสินค้าในหมวดที่ต้องขอก่อน มีหลายคนหลังไมค์มาสอบถามว่า ทำยังไงบ้าง ผมเลย มาอธิบายไว้ที่นี่เลยล่ะกัน
   ที่ ผมสมัครเป็นแบบ Sell Professionally ก็คือ ขายสินค้ามากกว่า 40 รายการต่อเดือน เพราะสินค้าที่ผมมีแผนว่าจะขายนั้นมีอยู่ประมาณ 300 รายการ โดยเสียค่าเปิดร้าน $39.99 ต่อเดือน
และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมหากขายได้อีก (แต่ละหมวดสินค้าก็ไม่เท่ากัน) แต่ไม่จำกัดจำนวนชิ้นเลย จะขายกี่ชิ้นก็ได้ ไม่มีกำหนด
   ส่วน อีกแบบก็คือขายเป็นรายชิ้น คิดชิ้นละ $0.99 บวกค่าธรรมเนียม แต่แบบนี้ให้ขายได้ไม่เกิน 40 ชิ้นต่อเดือน แต่แบบรายเดือนจะมีข้อดีกว่า คือได้รับการโปรโมตมากกว่า สามารถกำหนดค่าส่งเองได้

   ถ้าไม่แน่ใจ ว่าสินค้าที่เล็งไว้ จะขายได้หรือเปล่า ลองแบบเป็นชิ้นก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยเปิดร้าน เพราะว่า $39.99 ต่อเดือนนี่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

มาถึงขั้นตอนการสมัคร สำหรับ Amazon.com ( แต่ผมลองดูแล้ว Amazon.co.uk ก็คล้าย ๆ กันนะครับ แต่ไม่เคยสมัครจริง)
Amazon .com ไปที่หน้านี้ →  http://www.amazonservices.com/content/sell-on-amazon.htm# !how-it-works
สำหรับ Amazon.co.uk → http://services.amazon.co.uk/s...s/sell-on-amazon/how-it-works/ )




คลิ๊กที่ Start Selling ที่อยู่ในช่อง Sell Professionally (เดือนแรกฟรี) จะเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นผู้ขายครับ

24 กันยายน 2555

amazon เปลี่ยนวิธี confirm shipping method

วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็น amazon เปลี่ยนหน้า shipping detail ใหม่
สามารถติ๊กเลือกให้เป็น default shipping method ได้ด้วย
ดีเลยครับ ประหยัดเวลาการทำงานได้หน่อยนึง


และ amazon เปลี่ยนหน้า confirm multiple shipments แล้ว
ก่อนหน้านั้นไม่มี specify carrier ให้เลือก แล้วมีช่อง default shipment method ให้ติ๊กเลือกได้ด้วย


20 มิถุนายน 2555

จุดเด่นจุดด้อยระหว่าง ebay กับ amazon เราจะเลือกขายของที่ไหนดี

เป็นคลิปสั้นๆ อธิบายความแตกต่างระหว่าง ebay และ amazon ได้อย่างชัดเจนทีเดียว
เข้าใจง่าย ระบุเป็นหัวข้อ ฟังแล้วไม่สับสนดีครับ หลังจากดูคลิปนี้แล้วจะทำให้คุณตัดสินใจทำการค้าขายได้ง่ายขึ้น

ปล. ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ้าของคลิปนะครับ


20 เมษายน 2555

ดูยอดขายในแต่ละเดือนบน amazon

บน amazon เราสามารถดูจำนวนยอดขายย้อนหลังในในแต่ละเดือนได้ด้วย
เพราะเป็นการประเมินประสิทธิภาพของร้านเราว่า มียอดขาย (นับเป็น order) ที่เพิ่มขึ้นหรืดลดลงอย่างไร เพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพร้านค้าเรา

วิธีการเข้าไป
  • แถบเมนูด้านบน performance > customer metrics
  • เลือก performance over time
  • ในคอลัมภ์ number of orders คือจำนวน order ในแต่ละเดือนนั้น (ขอพรางยอดไว้หน่อยนะครับ ตัวเลขน่าเกลียดน่ากลัว)
performance > customer matrics

performance over time และ จำนวนยอดขาย

23 กุมภาพันธ์ 2555

เตรียมรูปก่อนจะขายในอเมซอน

เนื่องจากว่าสินค้าทุกๆ ชนิดที่ขายบนอเมซอนต้องการรูปอย่างน้อยหนึ่งรูป โดยรูปที่ใช้เป็นหลักจะเรียกว่า "MAIN image" ซึ่งรูปนี้จะถูกแสดงอยู่ที่ผลการ search  และเป็นรูปแรกที่ลูกค้าจะเห็นในหน้ารายละเอียดสินค้า ดังนั้นรูปจึงต้องเป็นรูปที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เห็นรายละเอียดสินค้า และดึงดูดลูกค้า
รูปภาพที่ถูกต้องจะต้องเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์และโชว์เฉพาะสินค้าที่จะขายเท่านั้น โดยมีส่วนเสริมน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย รูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ดังนั้นคุณภาพของรูปต้องชัดเจนด้วย

มาตรฐานของรูปภาพ
  • รูปภาพที่ถูกต้องจะต้องแสดงสินค้าและแสดงเฉพาะสินค้าที่ขาย โดยมีส่วนประกอบอื่นน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
  • ภาพหลักจะต้องมีพื้นหลังสีขาว (สีขาวจะกลมกลืนไปในหน้ารค้นหาของ Amazon และหน้ารายละเอียด - ค่า RGB 255, 255, 255)
  • ภาพหลักจะต้องแสดงสินค้าจริง (ไม่กราฟิกหรือภาพลายเส้น) และไม่แสดงอุปกรณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดความสับสนของลูกค้า ห้ามมีข้อความที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์หรือโลโก้ / ลายน้ำ / ภาพสิ่งที่ใส่เข้าไป
  • รูปของสินค้าต้องมีขนาดมากกว่า 85% ของรูปทั้งหมด
  • ภาพควรจะมีขนาด 1000 พิกเซลในด้านกว้างหรือยาว ซึ่งจะทำให้รูปสามารถใช้ฟังก์ชั่นซูมในหน้ารายละเอียดสินค้า ภาพที่เล็กที่สุดควรจะเป็น 500 พิกเซลของด้านที่ยาวที่สุด
  • อเมซอนรองรับไฟล์ JPEG (.jpg), TIFF (.tif), or GIF (.gif) แต่ไฟล์ JPEG อเมซอนจะชอบมากกว่า
ตัวอย่างรูปที่ตรงตามมาตฐาน
 รูปที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน รูปตามมาตรฐาน

ที่มา amazon

10 กุมภาพันธ์ 2555

Amazon ลุยภารตะ

หนึ่งในข่าวเล็กที่ได้รับความสนใจไม่น้อยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการ ที่เบอร์หนึ่งแห่งวงการค้าปลีกออนไลน์ระดับโลก Amazon.com Inc ประกาศเข้าสู่ตลาดอินเดียอย่างเป็นทางการด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ www.junglee.com ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีแห่งการก่อตั้ง ที่แสดงว่า Amazon ต้องการเติบโตในอินเดียอย่างจริงจัง

อินเดียเป็นประเทศที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ชมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ผู้ค้าหลักในตลาดอินเดียได้แก่ Flipkart และ MakeMyTrip ซึ่งมีส่วนช่วยให้อัตราการเติบโตอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ชในอินเดียเติบโต มากกว่า 50% ต่อปี ตัวเลขนี้ยั่วใจ Amazon ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์ที่มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 8.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย
Junglee.com จึงเกิดขึ้นเพื่อทดสอบบริการในขณะนี้ด้วยจำนวนสินค้ามากกว่า 12 ล้านรายการ เป็นสินค้าจากทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ระดับโลก 14,000 ค่าย ที่ขาดไม่ได้คือเครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle


ผู้บริหาร Amazon บอกว่าต้องการให้ Junglee.com เป็นแหล่งช็อปครบวงจรของชาวออนไลน์แดนโรตี ทุกคนจะได้รับข้อมูลครบถ้วนเพื่อเลือกซื้อสินค้า ทั้งหมดนี้อเมซอนระบุว่าเริ่มต้นจัดตั้งคลังสินค้าแห่งแรกในอินเดียเมื่อ เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อการันตีความเร็วและการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง
คู่แข่งรายใหญ่ของ Junglee.com คือ Flipkart ผู้ค้าหนังสือออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของอินเดียซึ่งก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน Amazon ตั้งแต่ปี 2007 ปัจจุบัน Flipkart ขยายขอบเขตสินค้ามาจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เครื่องใช้ เพลง และภาพยนตร์เหมือนที่ Amazon มี สถิติล่าสุดคือสามารถจำหน่ายสินค้า 10 ชิ้นต่อ 1 นาที เป้าหมายของบริษัทคือยอดจำหน่าย 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 ซึ่งเชื่อว่าจะทะลุเป้าไม่ยากเพราะความต้องการสินค้าของประชากรอินเดีย

แน่นอนว่าแม้จะมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว แต่ Amazon ย่อมไม่หวั่นใจเพราะตัวเลขโอกาสเติบโตของตลาดอินเดียที่ยั่วใจเหลือเกิน ประชากรอินเดียขณะนี้คือ 1.2 พันล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีเพียง 52 ล้านคน เพียง 40% เท่านั้นที่ซื้อสินค้าออนไลน์ เท่ากับยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก

ตลาดหนังสือออนไลน์ของอินเดียก็มีความน่าสนใจไม่น้อย มูลค่าตลาดหนังสือแดนภารตะคือ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมออนไลน์ที่คาดว่าจะเติบโตอีก 47% แตะระดับ 4.6 แสนล้านรูปีในปีนี้ ตามการประเมินของสมาคมอุตสาหกรรมอุปกรณ์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตของ อินเดีย (Internet and Mobile Association of India)

ที่มา marketingoops